โครงงาน
เรื่อง น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
จัดทำโดย
เด็กหญิงวันวิสาข์ แก้วเรือง เลขที่ 2
เด็กหญิงกัลย์สุดา โมทอง เลขที่ 12
เด็กหญิงจีดาภา สีหาวงษ์ เลขที่ 17
เด็กชายรัฐธรรมนูญ อระบุตร เลขที่ 18
เด็กหญิงพัชธิดา สลางสิงห์ เลขที่ 19
เด็กชายสมชาย สมทรัพย์สิน เลขที่ 20
เด็กหญิงรมณียา นราชัย เลขที่ 27
เด็กชายสหรัช กิ่งชา เลขที่ 28
เด็กหญิงประภัสสร สุขภาค เลขที่ 35
เด็กชายบรรดาศักดิ์ ภาประเวช เลขที่ 54
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9
ครูที่ปรึกษา
นางลาวัณย์ นพพิบูลย์
โรงเรียนอำนาจเจริญ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ
สำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา เขต ๒๙
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
กิตติกรรมประกาศ
การทำโครงงานเรื่องน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สำเร็จได้เพราะได้รับการสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาการจัดทำโครงงานจาก คุณครูรัชดา โมทอง จากโรงเรียนต.ช.ด.หนองมะแซว และคุณครูลาวัณย์ นพพิบูลย์ คุณครูประจำวิชา สุขศึกษา จนทำให้ให้โครงงานนี้สำเร็จด้วยดี
ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
บทคัดย่อ
การทำโครงงานน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ที่คณะจัดทำ ได้แก่ มะนาว ใบเตย ฝรั่ง มะพร้าวและข้าวโพด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพของนักเรียนและผู้บริโภค โดยเฉพาะสมุนไพรเหล่านี้เมื่อนำมาทำเป็นน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ จากการสังเกตและประเมินพฤติกรรมของผู้บริโภค และซื้อเครื่องดื่มประเภทน้ำหวานลดลง ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีความพึงพอใจต่อเครื่องดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
คณะผู้จัดทำ
บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
เนื่องจากในปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมบริโภคน้ำอัดลม และ น้ำหวานรสชาติต่างๆ ซึ่งผลกระทบถึงสุขภาพร่างกาย ซึ่งทำให้เป็นโรคอ้วน เป็นจำนวนมาก สาเหตุดังกล่าวมาจากนักเรียนขาดความรู้ความเข้าใจและไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่มีคุณค่าและไม่หวานเกินเกณฑ์มาตรฐาน
คณะผู้จัดทำจึงตระหนักถึงความสำคัญจากอันตรายในการบริโภคน้ำหวานดังกล่าวจึงคิดหาวิธีการรณรงค์ให้นักเรียนรู้จักเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่มีคุณค่าต่อร่างกายและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตนเอง เห็นว่าสมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่ในชุมชน เป็นสิ่งที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทั้งทางยาและคุณค่าทางอาหารมากมาย โดยควบคุมปริมาณน้ำตาลตามเกณฑ์ จึงได้จัดทำโครงงานน้ำสมุนไพรเพื่อสุภาพ เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาขั้นตอนการทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
2. เพื่อเสริมสร้างเจตคติและสุขนนิสัยที่ดีเกี่ยวกับการรับประทานเครื่องดื่มและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกาย
3. เพื่อใช้พืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์
4. เพื่อสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้และนำไปปฏิบัติที่บ้านและครอบครัวต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ขอบเขตการศึกษา
1. เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปริมาณน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 5 ต่อหน่วยบริโภค อัตราส่วนการผสมน้ำตาลต่อน้ำเปล่า
2. สมุนไพรที่ใช้ในการแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพใช้เฉพาะที่มีในชุมชน ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล
ระยะเวลาดำเนินการ
22 กรกฎาคม 2554 – 22 สิงหาคม 2554
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. นักเรียนมีความรู้เรื่องคุณค่าเรื่องสมุนไพรที่มีต่อสุขภาพ การทำน้ำสมุนไพรสูตรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
2. นักเรียนตระหนักและเห็นความสำคัญของการบริโภคเครื่องดื่มที่มีประโยชน์
3. สามารถนำสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
4. ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
บทที่ 2
เอกสารประกอบการศึกษา
มะนาว
มะนาว (อังกฤษ: lime) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ผลมีรสเปรี้ยวจัด จัดอยู่ในสกุล ส้ม (Citrus) ผลสีเขียว เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบๆ ชุ่มน้ำมาก นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย
ลักษณะมะนาว
ผลมะนาวโดยทั่วไปมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 – 4.5 ซม. ต้นมะนาวเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ราว 5 เมตร ก้านมีหนามเล็กน้อย มักมีขนดก ใบยาวเรียวเล็กน้อย คล้ายใบส้ม ส่วนดอกสีขาวอมเหลือง ปกติจะมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าหนาว จะออกผลน้อย และมีน้ำน้อย
มะนาวเป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้คนในภูมิภาคนี้รู้จักและใช้ประโยชน์จากมะนาวมาช้านาน น้ำมะนาวนอกจากใช้ปรุงรสเปรี้ยวในอาหารหลายประเภทแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ เสียบไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
ในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึง 7% แต่กลิ่นไม่ฉุนอย่างมะกรูด น้ำมะนาวจึงมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาทำความสะอาด เครื่องหอม และการบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาล้างจาน ส่วนคุณสมบัติที่สำคัญ ทว่าเพิ่งได้ทราบเมื่อไม่ช้านานมานี้ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 2) ก็คือ การส่งเสริมโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเคยเป็นปัญหาของนักขายโรตีมาช้านาน ภายหลังได้มีการค้นพบว่าสาเหตุที่มะนาวสามารถช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด เพราะในมะนาวมีไวตามินซีเป็นปริมาณมาก
ชื่อมะนาว
มะนาวก็เหมือนกับส้มทั้งหลาย ที่มีปัญหาในการจัดหมวดหมู่และแยกแยะทางอนุกรมวิธาน สำหรับชื่อวิทยาศาสตร์ที่ค้นเคยของมะนาว ก็คือ Citrus aurantifolia Swingle หรือ "Citrus aurantifolia" ( Christm & Panz ) Swing." แต่ยังมีชื่ออื่นๆ อีก ดังนี้
C. acida Roxb.
C. lima Lunan
C. medica var. ácida Brandis และ
Limonia aurantifolia Christm
สำหรับชื่อสามัญนั้น ในหลายภาษาก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ในภาษาอังกฤษ เรียก Mexica lime, West Indian lime, และ Key lime หรือเรียก lime สั้นๆ ก็ได้ สาเหตุที่มีหลายชื่ออาจเป็นเพราะเป็นพืชต่างถิ่น จึงไม่มีชื่อดั้งเดิมในภาษานั้นๆ ทำให้เกิดการเสนอชื่ออื่นๆ มาหลายชื่อก็เป็นได้ ส่วนในประเทศไทยยังเรียกอีกหลายชื่อ เช่น โกรยชะม้า, ปะนอเกล, ปะโหน่งกลยาน, มะนอเกละ, มะเน้าด์เล, มะลิ่ว, ส้มมะนาว, ลีมานีปีห์, หมากฟ้า อนึ่ง คำว่า เลมอน (lemon) ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผลส้มอีกชนิดหนึ่ง ที่หัวท้ายมน ไม่ใช่ผลกลมอย่างมะนาวที่เรารู้จักกันดี สำหรับ มะนาวเทศ (Triphasia trifolia) นั้น เป็นพืชในวงศ์เดียวกัน (Rutaceae) กับมะนาว แต่ต่างสกุล ส่วน มะนาวควาย หรือ ส้มซ่า (Citrus medica Linn. Var. Linetta.) เป็นพืชสกุลส้มเช่นเดียวกัน แต่ต่างชนิด (สปีชีส์) กัน ส้มนาวเป็นภาษาใต้ที่ใช้เรียกมะนาว เช่นเดียวกับทางภาคอีสานเรียกผลไม้บางอย่างว่า"บัก"ในการขึ้นต้น เช่นบักม่วงที่หมายถึงมะม่วง คำว่าส้มในภาษาใต้จะใช้เรียกผลไม้บางชนิดที่มีรสเปรี้ยว อย่าง ส้มนาว ส้มขาม เป็นต้น
1. มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาว มีสีอ่อนคล้ายไข่เป็ด ขนาด 2-3 เมตร เปลือกบาง
2. มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ในเชิงพาณิชย์จะปลูก มะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่าย[1]
3. มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีเปลือกหนา ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน
4. มะนาวทราย ทรงพุ่มสวยใช้เป็นไม้ประดับ ให้ผลตลอดปีแต่ไม่ค่อยนิยมบริโภค เพราะน้ำมีรสขมเจือปน
5. มะนาวพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ มะนาวฮิตาชิ, มะนาวหวาน, มะนาวปีนัง, มะนาวโมฬี, มะนาวพม่า, 6. มะนาวเตี้ย และมะนาวหนัง เป็นต้น (มะนาวบางพันธุ์อาจเรียกได้หลายชื่อ แต่ในที่นี้ไม่ได้สืบค้นเพื่อจำแนกเอาไว้)
สรรพคุณทางยา
มะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิค ไวตามินซี จากน้ำมะนาว ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว มีไวตามินเอ และซี ทั้งยังมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาวอีกด้วย
มะนาวมีประโยชน์ใช้เป็นยาสมุนไพร ขับเสมหะ แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้อาเจียน เมาเหล้า ขจัดคราบบุหรี่ บำรุงตา บำรุงผิว และยังสามารถมีฤทธิ์ในการกัดด้วยเป็นต้น
ฝรั่ง
ฝรั่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Psidium guajava Linn.) เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ในวงศ์ Myrtaceae ต้นเกลี้ยงมัน กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ยอดอ่อนมีขนสั้นๆ ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปใบรี ปลายใบค่อนข้างมน ดอกเป็นช่อ สีขาว ผลดิบสีเขียว กินได้ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง คำว่าฝรั่งในภาษาอังกฤษคือ Guava ซึ่งมาจากภาษาสเปน คำว่า Guayaba และ ภาษาโปรตุเกส คำว่า Goiaba ฝรั่งมีชื่อพื้นเมืองอื่นๆอีกคือ จุ่มโป่ (สุราษฎร์ธานี) ชมพู่ (ปัตตานี) มะก้วย (เชียงใหม่,เหนือ) มะก้วยกา (เหนือ) มะกา (กลาง,แม่ฮ่องสอน) มะจีน (ตาก) มะมั่น (เหนือ) ยะมูบุเตบันยา (มลายู นราธิวาส) ยะริง (ละว้า เชียงใหม่) ยามุ (ใต้) ย่าหมู (ใต้) และ สีดา (นครพนม,นราธิวาส)
ด้านสมุนไพร
1. น้ำต้มใบฝรั่งสด มีฤทธิ์ทางด้านป้องกันลำไส้อักเสบ ท้องเสีย ใช้ทาแก้ผื่นคัน พุพองได้
2. น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง มีฤทธิ์แก้คออักเสบ เสียงแห้
ลักษณะของฝรั่ง
ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร เปลือกต้นเรียบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอก เดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลเป็นผลสด
พันธุ์ฝรั่ง
1. ฝรั่งเวียดนาม - ลูกใหญ่กว่าฝรั่งพื้นบ้าน ถึง 2 - 3 เท่า ถูกนำเข้าจากเวียดนามมาปลูกที่สามพรานเมื่อ พ.ศ. 2521– 2523
2. ฝรั่งกิมจู - เป็นฝรั่งไร้เมล็ด สีนวลสวย รสหวานกลมกล่อม กรอบ
3. ฝรั่งกลมสาลี่- เป็นพันธ์แรกๆที่นิยมปลูกกันมาก ต่อมามีพันธ์แป้นสีทองเข้ามา จึงปลูกน้อยลงเรื่อยๆ
4. ฝรั่งแป้นสีทอง- ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ผลเมื่อโตเต็มที่จะขาว ฟู กรอบ เริ่มแรกปลูกที่สามพราน ภายหลังได้แพร่กระจายไปทั่ว
ฝรั่งไร้เมล็ด - ลักษณะลูกยาวๆ ไม่มีเมล็ด รสชาติด้อยกว่าฝรั่งแป้นสีทอง และกิมจู
มะพร้าว
มะพร้าว เป็นพืชยืนต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลปาล์ม เป็นพืชซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ในหลายทาง เช่น น้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนใช้รับประทาน เนื้อในผลแก่นำไปขูดและคั้นทำกะทิ กะลานำไปประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เช่น กระบวย โคมไฟ ฯลฯ นอกจากนี้มะพร้าวจัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ได้กำหนดให้ปลูกมะพร้าวไว้ทางทิศตะวันออกของบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล
ลักษณะมะพร้าว
มะพร้าว เป็นพืชยืนต้น ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก ผลประกอบด้วยเอพิคาร์ป (epicarp) คือเปลือกนอก ถัดไปข้างในจะเป็นมีโซคาร์ป (mesocarp) หรือใยมะพร้าว ถัดไปข้างในเป็นส่วนเอนโดคาร์ป(endocarp) หรือกะลามะพร้าว ซึ่งจะมีรูสีคล้ำอยู่ 3 รู สำหรับงอก ถัดจากส่วนเอนโดคาร์ปเข้าไปจะเป็นส่วนเอนโดสเปิร์ม หรือที่เรียกว่าเนื้อมะพร้าว ภายในมะพร้าวจะมีน้ำมะพร้าว ซึ่งเมื่อมะพร้าวแก่ เอนโดสเปิร์มก็จะดูดเอาน้ำมะพร้าวไปหมด ขณะที่มะพร้าวยังอ่อน ชั้นเอนโดสเปิร์ม (เนื้อมะพร้าว) ภายในผลมีลักษณะบางและอ่อนนุ่ม ภายในมีน้ำมะพร้าว ซึ่งในระยะนี้เรามักสอยเอามะพร้าวลงมารับประทานน้ำและเนื้อ เมื่อมะพร้าวแก่ ซึ่งสังเกตได้จากการที่เปลือกนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ชั้นเอนโดสเปิร์มก็จะหนาและแข็งขึ้น จนในที่สุดมะพร้าวก็หล่นลงจากต้น
พันธุ์มะพร้าว
1. มะพร้าวไฟ
3. มะพร้าวทะเล
4. มะพร้าวซอ
ประโยชน์ของมะพร้าว
1.ในผลมะพร้าวอ่อนจะมีน้ำอยู่ภายใน เรียกว่าน้ำมะพร้าว ใช้เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยโพแทสเซียม นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังมีคุณสมบัติปลอดเชื้อโรค และเป็นสารละลายไอโซโทนิก ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงสามารถนำน้ำมะพร้าวไปใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดเวนในผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำหรือปริมาณเลือดลดผิดปกติได้
2.น้ำมะพร้าวสามารถนำไปทำวุ้นมะพร้าวได้ โดยการเจือกรดอ่อนเล็กน้อยลงในน้ำมะพร้าว
3.เนื้อในของมะพร้าวแก่ นำไปทำกะทิได้ โดยการขูดเนื้อในเป็นเศษเล็ก ๆ แล้วบีบเอาน้ำกะทิออก
4.กากที่เหลือจากการคั้นกะทิ ยังสามารถนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้
5.ยอดอ่อนของมะพร้าว หรือเรียกอีกชื่อว่า หัวใจมะพร้าว (coconut’s heart) สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้ ซึ่ง
6.ยอดอ่อนมีราคาแพงมาก เพราะการเก็บยอดอ่อนทำให้ต้นมะพร้าวตาย ด้วยเหตุนี้จึงมักเรียกยำยอดอ่อนมะพร้าวว่า 'สลัดเจ้าสัว' (millionaire's salad)
7.ใยมะพร้าว นำไปใช้ยัดฟูก ทำเสื่อ หรือนำไปใช้ในการเกษตร
8.น้ำมันมะพร้าว ได้จากการบีบหรือต้มกากมะพร้าวบด นำไปใช้ในการปรุงอาหารหรือนำไปทำเครื่องสำอางก็ได้ และในปัจจุบันยังมีการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันมะพร้าวอีกด้วย
9.กะลามะพร้าว นำไปใช้ทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น กระบวย โคมไฟ กระดุม ซออู้ ฯลฯ
10.ก้านใบ หรือทางมะพร้าว ใช้ทำไม้กวาดทางมะพร้าว
11.จั่นมะพร้าว (ช่อดอกมะพร้าว) ให้น้ำตาล
12.จาวมะพร้าวใช้นำมาเป็นอาหารได้ ในจาวมะพร้าวมีฮอร์โมนออกซิน และฮอร์โมนอื่นๆแต่ มี ฮอร์โมนออกซินปริมาณมากที่สุด ซึ่งเมื่อนำไปคั้น และนำน้ำที่ได้จากจาวมะพร้าว ไปรดต้นพืช จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้
13.น้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวใช้ถ่ายพยาธิได้
14.เปลือกหุ้มรากมะพร้าวใช้รักษาโรคคอตีบได้
15.น้ำมันจากกะลามะพร้าวใช้รักษาโรคผิวหนังได้
ใบเตย
ใบเตยเมื่อพูดถึงใบเตย เชื่อว่าคงแทบไม่มีคนไทยคนใดที่ไม่รู้จัก เพราะเตยเป็นพืชที่คนไทยคุ้นเคย นำมาใช้ประโยชน์กันมากมายหลายวิธีตั้งแต่โบราณมาแล้ว โดยเฉพาะการนำมาปรุงแต่งให้ขนมไทยมีกลิ่นหอม อร่อย สีสันน่ารับประทาน
เตยมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน แต่ที่เราคุ้นเคยและนำมาใช้ประโยชน์กันมากก็คือ เตยหอม ซึ่งมีชื่อทางพฤษศาสตร์ว่า Pandanus odorus Ridl.
เตยเป็นพรรณไม้จำพวกเดียวกับหญ้า ขยายพันธุ์จากหัวหรือเหง้าใต้ดิน แตกเป็นกอใหญ่ ใบสีเขียวเป็นมัน ยาวประมาณ 8 – 10 นิ้ว ขอบใบเรียว ปลายใบเรียวแหลม
คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณ
ในใบเตยมีน้ำมันหอมระเหย เรียกว่า Fragrant Screw Pine มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน ซึ่งเป็นสาเหตุให้อาหารที่ใส่น้ำที่คั้นจากใบเตยมีรสหอมเย็นชื่นใจ ในทางการแพทย์แผนไทยแนะนำให้ผู้ที่มีธาตุไฟธาตุเจ้าเรือนรับประทานอาหารที่ปรุงจากใบเตยเพราะเตยมีรสหอมเย็น
นอกจากนำมาประกอบอาหารได้แล้ว เตยยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย เช่น ใบ มีรสเย็นสบาย เป็นยาช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ มีตำรับยาที่ให้นำใบเตยหอมมาต้มกับเนื้อไม้สักหรือใบสักแล้วดื่มน้ำ ช่วยแก้โรคเบาหวาน โดยมีคำแนะนำในการใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดว่า ให้นำใบเตยหอม 32 ใบ ใบสัก 9 ใบ นำมาหั่นตากแดด แล้วนำมาชงน้ำร้อนแบบชา หรือนำมาใส่หม้อดินต้มดื่มน้ำยาต่างน้ำทุกวัน หรืออาจใช้รากเตยหอมประมาณ 1 ขีด น้ำสะอาดประมาณ 1 ลิตร โดยนำรากเตยหอมสับเป็นท่อนๆ ใส่น้ำต้มหลังจากเดือดแล้วหรี่ไฟลง เคี่ยวต่อไปประมาณ 15 – 20 นาที ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว เช้า กลางวัน เย็น ทั้งนี้ต้องรับประทานยาตามสูตรใดสูตรหนึ่งอย่างน้อย 1 เดือน พร้อมกับมีการติดตามวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
นอกจากสรรพคุณที่ระบุไว้ในตำรายาไทยแล้ว ยังมีการนำเตยหอมมาศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในห้องทดลองอีกด้วย พบว่าสารสกัดน้ำของใบเตยหอมและรากเตยหอมมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน สารสกัดน้ำจากใบยังมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตและลดอัตราการเต้นของหัวใจซึ่งน่าจะตรงกับฤทธิ์ในการบำรุงหัวใจตามสรรพคุณยาไทยของใบเตย
นอกจากนั้นยังมีการนำใบเตยมาทำเป็นสูตรบำรุงผิวหน้า โดยนำใบเตยมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับน้ำสะอาดจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียว นำมาพอกหน้า (ก่อนพอกหน้าต้องทำความสะอาดหน้าให้สะอาดเสียก่อนนะคะ) ให้พอกทิ้งไว้ 15 – 20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ให้ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ประมาณ 1 เดือน จะเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้น ลองทำดูนะคะ
วิธีใช้ตามภูมิปัญญาไทย
ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะใช้รักษาเบาหวานประโยชน์ทางยาเตยหอมมีรสเย็นหอมหวาน บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น โดยมากนิยมใช้น้ำใบเตยผสมอาหารคนไข้ทำให้เกิดกำลัง ลำต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้น้ำเบาพิการ และรักษาโรคเบาหวาน ใบช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นลดกระหายน้ำและอาจใช้ใบตำพอกรักษาโรคหัด โรคผิวหนัง
ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะใช้รักษาเบาหวานประโยชน์ทางยาเตยหอมมีรสเย็นหอมหวาน บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น โดยมากนิยมใช้น้ำใบเตยผสมอาหารคนไข้ทำให้เกิดกำลัง ลำต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้น้ำเบาพิการ และรักษาโรคเบาหวาน ใบช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นลดกระหายน้ำและอาจใช้ใบตำพอกรักษาโรคหัด โรคผิวหนัง
ข้าวโพด
ข้าวโพด (ชื่อวิทยาศาสตร์: Zea mays Linn.) ชื่ออื่นๆ ข้าวสาลี สาลี (เหนือ) คง (กระบี่) โพด (ใต้) บือเคเส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้ามีลำต้นสูง โดยเฉลี่ย 2.2 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น 0.5-2.0 นิ้ว เมล็ดจากฝักใช้เป็นอาหารคนและสัตว์
ลักษณะข้าวโพด
ข้าวโพดเป็นพืชจำพวกหญ้า มีลำต้นตั้งตรงแข็งแรง เนื้อภายในฟ่ามคล้ายฟองน้ำสูงประมาณ 1.4 เมตร ใบ จะเป็นเส้นตรงปลายแหลม ยาวประมาณ 30-100 ซม. เส้นกลางของใบจะเห็นได้ชัด ตรงขอบใบมีขนอ่อนๆ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้อยู่ส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกตัวเมียอยู่ต่ำลงมาอยู่ระหว่างกาบของใบ และลำต้นฝักเกิดจากดอกตัวเมียที่เจริญเติบโตแล้ว ฝักอ่อนจะมีสีเขียว พอแก่เป็นสีนวล
ถิ่นกำเนิด
มีการขุดพบซังข้าวโพดและซากของต้นข้าวโพดที่ใกล้แม่น้ำในนิวเม็กซิโก (แถบอเมริกาใต้) และปัจจุบันนิยมปลูกแพร่หลายในแถบอเมริกา แคนาดา สามารถปลูกได้ในสภาพที่ภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ๆ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ เพราะสามารถนำมาเลี้ยงสัตว์ได้ทั้งต้น ใบ และเมล็ด
การนำเข้ามาในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย คนไทยรู้จักนำข้าวโพดมาเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ได้นำข้าวโพดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาปลูกและทดลองใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นยังเป็นที่รู้จักกันน้อย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ข้าวโพดเริ่มแพร่หลายขึ้นเนื่องจาก หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้นำการเลี้ยงไก่แบบการค้ามาเริ่มสาธิต และกระตุ้นให้ประชาชนปฏิบัติตามผู้เลี้ยงไก่จึงรู้จักใช้ข้าวโพดมากขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่องจากระยะนั้นข้าวโพดมีราคาสูงและหายาก การใช้ข้าวโพดจึงใช้เป็นเพียงส่วนประกอบของอาหารหลัก ซึ่งมีรำและปลายข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันผู้เลี้ยงสัตว์รู้จักข้าวโพดกันทั่วไป และในปัจจุบันประเทศไทยได้ปลูกข้าวโพดในปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก
ชนิดของข้าวโพด
1.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวโพดไร่ (Field Corn) ที่รู้จักในปัจจุบันเช่นข้าวโพดหัวบุ๋ม (Dent Coorn) และข้าวโพดหัวแข็ง (Fint Corn) ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะเมล็ดข้าวโพดหัวบุ๋มหรือหัวบุบ ข้าวโพดชนิดนี้เมื่อเมล็ดแห้งแล้วตรงส่วนหัวบนสุดจะมีรอยบุ๋มลงไป ซึ่งเป็นส่วนของแป้งสีขาว ข้าวโพดชนิดนี้สำคัญมากและนิยมปลูกกันมากใน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะทางแถบคอร์นเบลท์ สีของเมล็ดมีตั้งแต่ขาวไปจนถึงเหลือง เนื่องจากมีหลายสายพันธุมีโปรตีนน้อยกว่าพวกข้าวโพดหัวแข็ง ข้าวโพดหัวแข็ง ข้าวโพดพันธุ์นี้ส่วนขนสุดของเมล็ดมักมีสีเหลืองจัดและเมื่อแห้งจะแข็งมาก ภายในเมล็ดมีสารที่ทำให้ข้าวโพดมีสีเหลืองจัดเป็นสารให้สีที่ชื่อ คริปโตแซนทีน (Cruptoxanthin) สารนี้เมื่อสัตว์ได้รับร่างกายสัตว์จะเปลี่ยนสารนี้ให้เป็นไวตามินเอ นอกจากนี้สารนี้ยังช่วยให้ไข่แดงมีสีแดงเข้ม ช่วยให้ไก่มีผิวหนัง ปาก เนื้อ และแข้งมีสีเหลืองเข้มขึ้น เป็นที่นิยมของตลาดโดยเฉพาะแถบอเมริกาส่วนอังกฤษนั้นนิยมใช้ข้าวโพดขาว
2.ข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดมักจะใสและเหี่ยวเมื่อแก่เต็มที่ เพราะมีน้ำตาลมาก ก่อนที่จะสุกจะมีรสหวานมากกว่าชนิดอื่น ๆ จึงเรียกข้าวโพดหวาน มีหลายสายพันธุ์
3.ข้าวโพดคั่ว (Pop Corn) เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดค่อนข้างแข็ง สีดีและขนาดแตกต่างกัน สำหรับต่างประเทศ ถ้าเมล็ดมีลักษณะแหลมเรียกว่า ข้าวโพดข้าว (Rice Corn) ถ้าเมล็ดกลม เรียกว่า ข้าวโพดไข่มุก (Pearl Corn)
4.ข้าวโพดแป้ง (Flour Corn) เมล็ดมีสีหลายชนิด เช่น ขาว (ขุ่น ๆ หรือปนเหลืองนิด ๆ) หรือสีน้ำเงินคล้ำ หรือมีทั้งสีขาวและสีน้ำเงินคล้ำในฝักเดียวกัน เนื่องจากกลายพันธุ์ พวกที่มีเมล็ดสีคล้ำและพวกกลายพันธุ์เรียกว่าข้าวโพดอินเดียนแดง (Squaw Corn) หรือเรียกได้อีกชื่อว่าข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง (Native Corn) พวกข้าวโพดสีคล้ำนี้จะมีไนอาซีน สูงกว่าข้าวโพดที่มีแป้งสีขาว
5.ข้าวโพดเทียน (Waxy Corn) เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน จะมีแป้งที่มีลักษณะเฉพาะคือ นุ่มเหนียว เพราะในเนื้อแป้งจะประกอบด้วยแป้งพวกแอมมิโลเปคติน (Amylopectin) ส่วนข้าวโพดอื่น ๆ มีแป้งแอมมิโลส (Amylose) ประกอบอยู่ด้วย จึงทำให้แป้งค่อนข้างแข็ง
บทที่ 3
วิธีการดำเนินงาน
แผนการดำเนินงานและขั้นตอนการดำเนินงาน
ที่ | กิจกรรม | ระยะเวลา | ผู้รับผิดชอบ | แหล่งข้อมูล |
1 | ประชุมปรึกษาปัญหา กำหนดหัวข้อโครงงาน วางแผนจัดทำโครงงาน | 22-25 กรกฎาคม 2554 | สมาชิกในกลุ่ม ทุกคน | - |
2 | ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสรรพคุณ ประโยชน์ของสมุนไพรเพื่อสุขภาพ | 26-31 กรกฎาคม 2554 | สมาชิกในกลุ่ม ทุกคน | -เอกสารตำรา -อินเทอร์เน็ต -แหล่งสมุนไพรในชุมชน -ผู้ชำนาญเรื่องสมุนไพร |
3 | สำรวจสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรได้ | |||
4 | ศึกษาขั้นตอนและวิธีการทำโดยหาสูตรเหมาะสมกับการทำเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อรักษาสุขภาพ | 1-5 สิงหาคม 2554 | สมาชิกในกลุ่ม ทุกคน | -อินเทอร์เน็ต -ผู้ชำนาญการทำเครื่องดื่มสมุนไพร -เอกสารตำรา |
5 | จัดทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ | 6-11 สิงหาคม 2554 | สมาชิกในกลุ่ม ทุกคน | - |
6 | ประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ | 13-14 สิงหาคม 2554 | สมาชิกในกลุ่ม ทุกคน | - |
ขั้นตอน/วิธีการทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
ส่วนผสม
เมล็ดข้าวโพดสวีท 1 ถ้วย
น้ำต้มสุก 2 ถ้วย
เกลือป่น ¼ ช้อนชา
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
เลือกข้าวโพดพันธุ์ซุปเปอร์สวีทแท้ๆที่ยังอ่อนอยู่และเก็บมาสดๆนำฝักข้าวโพดลวกน้ำแกะเมล็ดข้าวโพดออกใส่เครื่องปั่น เติมน้ำต้มสุก ปั่นให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาว เอากากออก เติมเกลือป่น เติมน้ำมะนาว เติมน้ำเชื่อม ชิมรสตามใจชอบ กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้งหนึ่งใช้ดื่มได้
รสและสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทย
รสมัน ฝาดสมานบำรุงหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร
น้ำใบเตย
ส่วนผสม
ใบเตยสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 3 ถ้วย
น้ำสะอาด 8 ถ้วย
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
น้ำแข็ง
วิธีทำ
ใบเตยสดที่ไม่แก่มากเก็บใหม่ๆล้างทีละใบให้สะอาด แช่น้ำด่างทับทิม10-15 นาที นำมาหั่นตามขวางเป็นชิ้นเล็กๆแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใส่ลงในหม้อที่มีน้ำกำลังต้มเดือดต้มเคี่ยว5-10 นาที เติมน้ำตาลทรายให้รสหวานจัด กรองเอากากออก ใบเตยที่หั่นแล้วอีกส่วนหนึ่งปั่นให้ละเอียดโดยเติมน้ำ กรองเอากากออก เติมน้ำที่คั้นได้ซึ่งมีสีเขียว ละมีกลิ่นหอมลงในหม้อใบเตยที่เติมน้ำตาลและกำลังเดือด ชิมให้มีรสหวานพอเดือดรีบยกลง เมื่อจะดื่มใส่น้ำแข้งบดละเอียด
รสและสรรรพคุณตามภูมิปัญญาไทย
รสหอมเย็น ลดอาการกระหายน้ำ บำรุงหัวใจ ต้นและราก เป็นยาขับปัสสาวะ รักษาโรคเบาหวานและแก้กระษัย
น้ำมะนาว
ส่วนผสม
น้ำมะนาว 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
เกลือป่น ½ ช้อนชา
น้ำสะอาด 1 ถ้วย
วิธีทำ
1. ทำน้ำเชื่อม โดยผสมน้ำตาลและน้ำ ตั้งไฟให้ละลาย ทิ้งไว้พออุ่นๆ
2. ใส่น้ำมะนาว เกลือลงในน้ำเชื่อม คนให้เกลือละลาย
3. ตักเสิร์ฟแบบอุ่นๆ หรือเย็นก็ได้ โดยใส่น้ำแข็งลงในแก้ว เทน้ำมะนาวใส่ แต่งด้วยมะนาวฝานและสะระแหน่
รสและสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทย
รสเปรี้ยว แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร แก้เลือดออกตามไรฟัน ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ
น้ำมะพร้าว
ส่วนผสม
มะพร้าวน้ำหอม(เนื้อและน้ำ 1 ผล) 500 กรัม
น้ำเชื่อม 30 กรัม ( 2 ช้อนโต๊ะ )
วิธีทำ
เลือกมะพร้าวอ่อนพอดี ปอกเปลือกออก ใช้มีดที่คมเฉาะเปลือกตรงหัวมะพร้าวเทน้ำเก็บไว้ ผ่ามะพร้าวเป็น 2 ซีก ตักเฉพาะเนื้อมะพร้าว ใส่เครื่องปั่นเติมน้ำมะพร้าวและน้ำตาลชิมรสตามใจชอบ
รสและสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทย
รสมัน ช่วยบำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้กระหาย ทำให้สดชื่น
น้ำฝรั่ง
ส่วนผสม
เนื้อฝรั่งสด ( ฝรั่งสาลี ) 1 ผล ( เนื้อฝรั่ง 300 กรัม )
น้ำตาลทราย 200 กรัม
เกลือไอโอดีน 8 กรัม
น้ำ 6 ถ้วย
วิธีทำ
1. ล้างฝรั่งให้สะอาด
2. ฝานเอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. ปั่นฝรั่งกับน้ำจนเนื้อฝรั่งละเอียด ตั้งไฟใส่น้ำตาล เกลือ พอเดือดยกลง ใส่ใส่น้ำแข็งบดก่อนดื่ม
รสและสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทย
รสฝาดอมเปรี้ยว มีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยแก้อาการท้องเดิน
บทที่ 4
ผลการดำเนินงาน
ผลการศึกษาค้นคว้า
1. พืชสมุนไพรที่มีมากในท้องถิ่นที่สามารถนำมาทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพได้และเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคได้แก่ มะนาว มะพร้าว ฝรั่ง ข้าวโพดและ ใบเตย
2. ปริมาณน้ำตาลที่ใช้ในการทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ในการเสริฟพร้อมกับน้ำแข็ง คือ น้ำ 1 ลิตร ต่อน้ำตาล 1 ขีด
3. การจัดทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สามารถช่วยให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์การในการหารายได้ระหว่างเรียน โดยใช้ต้นทุนไม่สูง
4. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภค
รายการประเมิน | ค่าเฉลี่ย | แปรผล |
1.ความชื่นชอบ/ความพึงพอใจในรสชาติของน้ำสมุนไพร | 4 | ดี |
2.ประโยชน์ที่คิดว่าจะได้รับจากการบริโภคน้ำสมุนไพร | 4.07 | ดี |
3.ความสะอาดของภาชนะที่ใช้ | 3.76 | ปานกลาง |
4.การให้บริการของผู้ผลิต | 3.69 | ปานกลาง |
จากการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคตามตารางที่ 1 พบว่าผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อการบริโภคน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพในระดับดี
5.จากการสำรวจการให้บริการของผู้บริโภคในการดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สรุปได้ว่าผู้บริโภคมีความพึงพอใจและ มีความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำสมุนไพรในระดับดี
มีพฤติกรรมในการเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่มีคุณค่าต่อร่างกาย
บทที่ 5
สรุปและอภิปรายผลการดำเนินงาน
วัตถุประสงค์การดำเนินงาน
1. เพื่อศึกษาขั้นตอนการทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
2. เพื่อเสริมสร้างสุขนิสัยที่ดีเกี่ยวกับการรับประทานเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
3. เพื่อเป็นการรณรงค์ป้องกันการโรคต่างๆ
4. เพื่อใช้พืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่นตามฤดูกาลให้เกิดประโยชน์
5. เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ระยะเวลาดำเนินงาน
22 กรกฎาคม 2554 – 22 สิงหาคม 2554
ขั้นตอนการดำเนินงาน
1. ประชุมปรึกษา
2. วางแผนจัดทำโครงงาน
3. สำรวจสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรได้
4. ศึกษาสรรพคุณ ประโยชน์ของสมุนไพรและขั้นตอนวิธีการทำโดยหาสูตรที่เหมาะกับการทำเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อรักษาสุขภาพ
5. จัดทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
การวัดและประเมิน
1. สังเกตพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มของผู้บริโภค
2. สอบถาม/สัมภาษณ์ความพึงพอใจต่อเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
สรุปผลการศึกษาค้นคว้า
1. พืชสมุนไพรที่มีมากในท้องถิ่นที่สามารถนำมาทำน้ำสมุนไพรได้และเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ได้แก่ มะนาว มะพร้าว ใบเตย ข้าวโพดและ ฝรั่ง
2. ปริมาณน้ำตาลที่ใช้ในการทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ในการเสริฟพร้อมกับน้ำแข็ง คือ น้ำ 1 ลิตร ต่อน้ำตาล 1 ขีด
3. จากการสังเกตพฤติกรรมในการเลือกซื้อเครื่องดื่มที่มีคุณค่าต่อสุขภาพของผู้บริโภค
4. ผู้บริโภคมีความรู้เรื่องประโยชน์ของสมุนไพรและแปรรูปเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าต่อร่างกายได้
5. ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีความพอใจต่อเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
อภิปรายผล
1. ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีการเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่มีคุณค่าต่อร่างกาย
2. ผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
ข้อเสนอแนะ
1. การนำสมุนไพรมาใช้ในการจัดทำ ควรมีการศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับคุณประโยชน์และโทษให้เข้าใจอย่างดีเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค
2. การจัดทำควรเน้นเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้รู้คุณค่า/ประโยชน์และโทษของสมุนไพร
บรรณานุกรม
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/
จุไรทิพย์ หวังสินทวีกุล. สมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน.
แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภค
....................................................................
ชื่อ..............................................................................อาชีพ...................................อายุ..........ปี
คำชี้แจง ให้เขียนเครื่องหมาย / ลงในตารางตามความรู้สึก ดังนี้
คะแนน 5 หมายถึง พอใจมากที่สุด
คะแนน 4 หมายถึง พอใจมาก
คะแนน 3 หมายถึง พอใจปานกลาง
คะแนน 2 หมายถึง พอใจน้อย
คะแนน 1 หมายถึง พอใจน้อยที่สุด
ที่ | รายการประเมิน | ค่าคะแนน | หมายเหตุ | ||||
1 | 2 | 3 | 4 | 5 | |||
1 | ความชื่นชอบ/ความพึงพอใจในรสชาติของน้ำสมุนไพร | ||||||
2 | ประโยชน์ที่คิดว่าจะได้จากการบริโภคน้ำสมุนไพร | ||||||
3 | ความสะอาดของภาชนะที่ใช้ | ||||||
4 | การให้บริการของผู้ผลิต | ||||||
ความคิดเห็นเพื่อเติม
1.น้ำสมุนไพรที่ท่านชอบมากที่สุดคือ..........................................................................................................................
รองลงมา............................................................................................................................................................................
2.ข้อเสนอแนะ...................................................................................................................................................................